อยากเริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไร? 10 ขั้นตอนจากไอเดียสู่กิจการจริง ฉบับอัปเดตปี 2569

Executive Summary / สาระสำคัญสำหรับผู้บริหาร
- ทดสอบตลาดก่อนลงทุนก้อนใหญ่ เริ่มจากปัญหาของลูกค้าที่ชัดเจน ทดลองขายในขนาดเล็ก แล้วค่อยขยายเมื่อมีหลักฐานว่าคนยอมจ่าย
- เตรียมเงินทุนหมุนเวียนอย่างน้อย 6 เดือน ธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่ปิดตัวเพราะเงินสดหมดก่อนถึงจุดคุ้มทุน ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี
- ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 จดตั้งบริษัทใหม่ต้องทำออนไลน์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายุติการรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทใหม่แบบ Walk-in ให้ใช้ระบบ DBD Biz Regist แทน
อยากเริ่มต้นธุรกิจต้องทำอย่างไร คือคำถามที่ตามมาทันทีเมื่อไอเดียเริ่มชัด แต่ระหว่างไอเดียกับกิจการที่ทำเงินได้จริง มีทั้งเรื่องตลาด เงินทุน กฎหมาย ภาษี และระบบงานที่ต้องจัดการ บทความนี้รวบรวม 10 ขั้นตอนตามลำดับที่ควรทำ พร้อมข้อมูลการจดทะเบียนล่าสุดปี 2569 เพื่อให้คุณเริ่มต้นได้ถูกทางและลดความเสี่ยงตั้งแต่วันแรก
ขั้นตอนที่ 1: เริ่มจากปัญหาของลูกค้า ไม่ใช่สินค้าที่อยากขาย
ธุรกิจที่อยู่รอดได้คือธุรกิจที่แก้ปัญหาที่ลูกค้ายอมจ่ายเงินให้ ก่อนลงทุน ให้ตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
- ลูกค้าเป้าหมายคือใคร อายุ อาชีพ พฤติกรรม หรือถ้าเป็น B2B คือธุรกิจประเภทไหน ขนาดเท่าไร
- ปัญหาที่เขาเจอคืออะไร และตอนนี้เขาแก้ปัญหานั้นอย่างไร
- ทำไมเขาจะเลือกเรา ถูกกว่า เร็วกว่า สะดวกกว่า หรือคุณภาพดีกว่า
ขั้นตอนที่ 2: ศึกษาตลาดและคู่แข่ง
สำรวจขนาดตลาด ราคาที่คู่แข่งขาย ช่องทางที่ลูกค้าซื้อ และรีวิวของคู่แข่งเพื่อหาช่องว่างที่ยังไม่มีใครเติมเต็ม ข้อมูลเหล่านี้หาได้ฟรีจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และรายงานแนวโน้มธุรกิจของศูนย์วิจัยธนาคาร หากยังไม่มีไอเดีย ลองอ่าน ธุรกิจที่น่าสนใจในปี 2027 เป็นจุดตั้งต้น
ขั้นตอนที่ 3: ทดสอบไอเดียด้วยต้นทุนต่ำ (MVP)
อย่าเพิ่งเช่าหน้าร้านหรือสั่งผลิตล็อตใหญ่ ให้ทดสอบด้วยวิธีที่ใช้เงินน้อยที่สุดก่อน เช่น
- เปิดพรีออเดอร์ผ่านโซเชียลมีเดีย
- ขายผ่านมาร์เก็ตเพลสหรือออกบูธในตลาดนัด
- รับงานลูกค้า 3–5 รายแรกแบบให้บริการเอง เพื่อเก็บข้อมูลและคำติชม
เป้าหมายคือหาหลักฐานว่ามีคนยอมจ่ายจริง ในราคาที่คุณยังมีกำไร

ขั้นตอนที่ 4: เขียนแผนธุรกิจฉบับใช้งานจริง
แผนธุรกิจไม่จำเป็นต้องหนาหลายสิบหน้า เริ่มจาก Business Model Canvas หน้าเดียว แล้วขยายเป็นแผนที่ตอบคำถามหลักให้ได้ คือ ขายอะไร ให้ใคร ผ่านช่องทางไหน ต้นทุนเท่าไร ราคาขายเท่าไร และจะคุ้มทุนเมื่อไร แผนนี้จะใช้ทั้งในการบริหารและใช้ประกอบการ ขอสินเชื่อ SME ในอนาคต
ขั้นตอนที่ 5: วางแผนเงินทุนและกระแสเงินสด
แบ่งเงินทุนออกเป็น 3 ก้อน
| ก้อนเงิน | ใช้ทำอะไร | ข้อแนะนำ |
|---|---|---|
| เงินลงทุนเริ่มต้น | ตกแต่งร้าน อุปกรณ์ เครื่องมือ ค่าจดทะเบียน | หาซื้อมือสองหรือเช่าก่อนเพื่อลดเงินลงทุน |
| เงินทุนหมุนเวียน | วัตถุดิบ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าการตลาด | เตรียมให้พอใช้อย่างน้อย 6 เดือน แม้ยังไม่มีรายได้ |
| เงินสำรองฉุกเฉิน | เหตุไม่คาดคิด ลูกค้าจ่ายช้า | 10–20% ของงบทั้งหมด |
แหล่งเงินทุนที่นิยมได้แก่ เงินออมส่วนตัว หุ้นส่วน สินเชื่อธนาคาร และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ดูวิธีเลือกได้ที่ ขอสินเชื่อ SME ธนาคารไหนดี
ขั้นตอนที่ 6: เลือกรูปแบบธุรกิจให้เหมาะ
| รูปแบบ | เหมาะกับ | ความรับผิด | ภาษี |
|---|---|---|---|
| บุคคลธรรมดา (จดทะเบียนพาณิชย์) | กิจการเล็ก เจ้าของคนเดียว เริ่มทดลองตลาด | ไม่จำกัด | ภาษีบุคคลธรรมดา 0–35% |
| ห้างหุ้นส่วนจำกัด | ธุรกิจครอบครัว หุ้นส่วน 2 คนขึ้นไป | หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด | ภาษีนิติบุคคล |
| บริษัทจำกัด | ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ขยายกิจการ ระดมทุน | จำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ | ภาษีนิติบุคคล 20% หรืออัตรา SME |
ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 กฎหมายอนุญาตให้ตั้งบริษัทจำกัดได้ด้วย ผู้เริ่มก่อการเพียง 2 คน จากเดิมที่ต้องมีอย่างน้อย 3 คน ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเปลี่ยนเป็นบริษัทได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 7: จดทะเบียนธุรกิจ

กรณีบุคคลธรรมดา: จดทะเบียนพาณิชย์
ยื่นภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มประกอบกิจการ ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ตั้งกิจการ ผู้ที่ขายสินค้าหรือให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
กรณีบริษัทและห้างหุ้นส่วน: จดออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist
ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายุติการรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดรายใหม่แบบ Walk-in ทั่วประเทศ ให้ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist เป็นช่องทางเดียว ขั้นตอนหลักมีดังนี้
- จองชื่อนิติบุคคล ผ่านระบบออนไลน์ (เตรียมชื่อสำรองไว้ 2–3 ชื่อ) ชื่อที่จองแล้วต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วัน
- ยืนยันตัวตนผู้เริ่มก่อการและกรรมการ ผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD
- กรอกข้อมูลหนังสือบริคณห์สนธิ วัตถุประสงค์ ทุนจดทะเบียน ที่ตั้งสำนักงาน และผู้ถือหุ้น
- กรอกข้อมูลการประชุมจัดตั้งบริษัท ข้อบังคับ กรรมการ อำนาจกรรมการ และผู้สอบบัญชี
- ชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียน
- ชำระค่าธรรมเนียม แล้วรับหนังสือรับรองและใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน
ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ สำหรับบริษัททุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท คือค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท และค่าจดทะเบียนบริษัท 5,000 บาท (คิดตามทุนจดทะเบียน) รวมประมาณ 5,500 บาท ไม่รวมอากรแสตมป์และค่าบริการหากใช้สำนักงานบัญชี
เคล็ดลับ: ตั้งทุนจดทะเบียนให้สอดคล้องกับการใช้เงินจริงและแผนขอสินเชื่อ หากต้องการใช้สิทธิภาษีอัตรา SME ทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท
ขั้นตอนที่ 8: จัดการเรื่องภาษี บัญชี และประกันสังคม
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักเป็นเลขผู้เสียภาษีได้ทันที
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกิน หรือจดก่อนได้หากลูกค้าเป็นนิติบุคคลที่ต้องการใบกำกับภาษี
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ หากประกอบธุรกิจให้กู้ยืมหรือขายอสังหาริมทรัพย์ ดู ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก และปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน
- จัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี บริษัทต้องปิดงบการเงินทุกปี ดู บัญชีบริษัท คืออะไร
ขั้นตอนที่ 9: ขอใบอนุญาตเฉพาะธุรกิจ
บางธุรกิจต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติมก่อนเปิดดำเนินการ เช่น
- อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง อาหารเสริม: ใบอนุญาตหรือเลขจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
- ร้านอาหารและสถานประกอบการบางประเภท: ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากท้องถิ่น
- โรงงาน: ใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามประเภทและขนาด
- ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก: ลงทะเบียนผู้นำเข้าส่งออกกับกรมศุลกากร
- ธุรกิจท่องเที่ยว: ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว
ขั้นตอนที่ 10: เปิดตัว วัดผล และปรับปรุงต่อเนื่อง

- เปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ แยกจากบัญชีส่วนตัวตั้งแต่วันแรก
- วางระบบขายและรับชำระเงิน ทั้งเงินสด QR Payment และออนไลน์
- ทำการตลาดในช่องทางที่ลูกค้าอยู่จริง เช่น Google Business Profile โซเชียลมีเดีย หรือข่าวประชาสัมพันธ์สำหรับธุรกิจ B2B
- ติดตามตัวเลขสำคัญทุกเดือน ยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ต้นทุนหาลูกค้าใหม่ และเงินสดคงเหลือ
ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมเมื่อเริ่มต้นธุรกิจ
| รายการ | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|
| จดทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) | ไม่เกินหลักร้อยบาท |
| จดทะเบียนบริษัท (ทุน 1 ล้านบาท) | ประมาณ 5,500 บาท + อากรแสตมป์ |
| ค่าบริการสำนักงานบัญชีจดทะเบียนให้ | ประมาณ 3,000–10,000 บาท |
| ค่าทำบัญชีรายเดือน | หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ตามจำนวนเอกสาร |
| ค่าสอบบัญชีประจำปี | ขึ้นกับขนาดกิจการ |
| เงินทุนหมุนเวียน | อย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายคงที่ |
สรุป
การเริ่มต้นธุรกิจให้มั่นคงไม่ได้เริ่มจากการจดทะเบียน แต่เริ่มจากการพิสูจน์ว่ามีลูกค้าที่ยอมจ่ายจริง จากนั้นจึงวางแผนเงินทุน เลือกรูปแบบกิจการ และจัดการเรื่องกฎหมายให้ครบ ข่าวดีคือในปี 2569 การตั้งบริษัททำได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งตั้งได้ด้วยผู้ก่อการ 2 คน และจดทะเบียนออนไลน์ได้ทั้งหมด หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากศูนย์หรือใช้แบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ลองอ่าน แฟรนไชส์น่าลงทุน ประกอบการตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เริ่มต้นธุรกิจควรจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท
ถ้ายังทดลองตลาดและรายได้ยังไม่มาก การจดทะเบียนพาณิชย์แบบบุคคลธรรมดาง่ายและต้นทุนต่ำกว่า เมื่อกำไรสูงขึ้น ต้องการความน่าเชื่อถือกับลูกค้า B2B หรือต้องการจำกัดความรับผิด ควรพิจารณาจดเป็นบริษัทจำกัด
เปิดบริษัทต้องมีกี่คน
ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดตั้งได้ด้วยผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน
จดทะเบียนบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแบบ Walk-in ได้ไหม
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดรายใหม่ต้องทำออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist โดยกรรมการยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaiD
เริ่มต้นธุรกิจต้องใช้เงินเท่าไร
ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ แต่หลักสำคัญคือต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น บวกเงินทุนหมุนเวียนที่พอใช้อย่างน้อย 6 เดือน และเงินสำรองฉุกเฉินอีก 10–20% ของงบทั้งหมด


